Site icon เกษตร นานา Kaset NaNa

การเก็บเกี่ยวผล อะโวคาโด ที่เหมาะสม

แชร์ - ส่งบทความให้เพื่อน

การเก็บเกี่ยวผล อะโวคาโด ที่เหมาะสม

อะโวคาโด เป็นไม้ผลเขตร้อนของประเทศในทวีปอเมริกากลาง มูลนิธิโครงการหลวงได้นำอะโวคาโดมาส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงปลูกเป็นอาชีพจนเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งในปัจจุบัน โดยมีการศึกษาคัดเลือกพันธุ์สำหรับปลูกเป็นการค้าในประเทศไทย พัฒนาเทคนิคการปลูกและการดูแลรักษา ตลอดจนการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมด้านการตลาด ทำให้เป็นที่รู้จักของคนไทย อะโวคาโดสามารถปลูกได้ตั้งแต่พื้นราบจนถึงพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร เป็นไม้ผลยืนต้นที่มีใบเขียวตลอดปี สามารถปลูกเป็นป่าได้ และมีพันธุ์ที่หลากหลายทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคได้ให้ความสนใจด้านอาหารสุขภาพมากขึ้น อะโวคาโดจึงเป็นพืชที่มีศักยภาพการผลิตบนพื้นที่สูงและมีโอกาสทางการตลาดอย่างมาก

อะโวคาโดที่เป็นพันธุ์ส่งเสริมหลักของมูลนิธิโครงการหลวง
ในปัจจุบัน มี 6 พันธุ์ คือ พันธุ์ปีเตอร์สัน บูช-7 บูช-8 บัคคาเนีย พิงค์เคอตัน และแฮส อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาเรื่องของการเก็บเกี่ยว โดยเกษตรกรใช้วิธีการสังเกตจากการเปลี่ยนสีผิวของผล แต่บางพันธุ์จะไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะภายนอกของผลให้เห็นชัดเจนเมื่อผลแก่และสุก เช่น สีของผิวผลไม่เปลี่ยนสี จึงยากต่อการสังเกตของผู้ปลูกที่ไม่ชำนาญ นอกจากนี้ อะโวคาโดแต่ละพันธุ์ยังมีช่วงการเก็บเกี่ยวผลไม่พร้อมกัน และแม้จะเป็นพันธุ์เดียวกันแต่หากปลูกคนละแห่งที่สภาพแวดล้อมต่างกันอาจทำให้ผลแก่เร็วหรือช้ากว่ากันได้ 1-3 สัปดาห์ จึงทำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลที่ยังไม่แก่ และเมื่อนำไปจำหน่าย ผู้บริโภคจะได้รับผลอะโวคาโดที่ไม่สามารถบ่มให้สุกและรับประทานได้

การเก็บเกี่ยวผล วิธีการสังเกตว่าผลอะโวคาโดแก่พร้อมเก็บเกี่ยว มีหลายวิธี คือ
1. ลักษณะภายนอกของผล ผลของอะโวคาโดที่แก่แต่ละพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนกัน โดยพันธุ์ปีเตอร์สัน บัคคาเนีย บูช-7 บูช-8 และพิงค์เคอร์ตัน เป็นพันธุ์ที่เมื่อผลแก่แล้วผิวผลเป็นสีเขียวหรือเขียวออกเหลือง สำหรับพันธุ์ Hass ผิวผลเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วง และอาจมีลักษณะอื่นๆ เช่น การเกิดจุดประบนผิวผล ทั้งนี้ต้องอาศัยความชำนาญของผู้ปลูก

2. ลักษณะภายในของผล สามารถทดสอบการแก่ของผลได้โดยการเก็บผลมาผ่าดูเปลือกหุ้มเมล็ด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกหุ้มเมล็ดสามารถบอกถึงความแก่ของผลอะโวคาโดได้ โดยเยื่อหุ้มเมล็ดหากเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลแสดงว่าผลแก่ เก็บเกี่ยวได้ อย่างไรก็ตาม มีความผันแปรอย่างมากของสีของเปลือกหุ้มเมล็ดและการสุกแก่ของผลอะโวคาโด เปลือกหุ้มเมล็ดสีน้ำตาลพบได้บ่อยครั้งในผลที่ยังไม่แก่ (Hatton et al., 1964) ซึ่งสอดคล้องกับ ชินวัฒน์ (2559) ที่ไม่แนะนำให้ใช้สีของเปลือกหุ้มเมล็ดเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว

3. การนับอายุผล การนับอายุผลหลังจากดอกบาน 50 เปอร์เซ็นต์ของช่อดอกจนถึงเก็บเกี่ยวเป็นวิธีที่ดีที่สุดและมีความแม่นยำในการเก็บเกี่ยวผลอะโวคาโด โดยอายุเก็บเกี่ยวผลในการเก็บเกี่ยว ขึ้นอยู่กับพันธุ์และสถานที่ปลูกซึ่งเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศและอุณหภูมิ

4. น้ำหนักแห้ง เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งจะเพิ่มขึ้นเมื่อผลแก่ เนื่องจากระหว่างการพัฒนาของผลมีการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำมัน แต่วิธีการหาเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งทำได้ง่ายกว่าการหาปริมาณน้ำมัน โดยการใช้เตาไมโครเวฟ ซึ่งชาวสวนสามารถทำได้เอง

การบ่มผลอะโวคาโด
โดยปกติผลอะโวคาโดดิบยังไม่สามารถนำไปรับประทานได้เนื่องจากมีสารแทนนินสูง จะมีรสขม หากรับประทานมากจะทำให้ปวดศีรษะ จึงต้องบ่มให้สุกโดยวางไว้ในอุณหภูมิห้อง ผลจะสุกภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแก่ของผล อุณหภูมิในที่บ่ม และพันธุ์ (ฉลองชัย, 2544) ในการทดสอบการแก่ของผล ทำได้โดยสุ่มเก็บผลบนต้นทุกๆ สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5-10 ผล มาบ่ม วางผลไว้ที่อุณหภูมิห้องนาน 7 วัน หากผลที่เก็บมาเป็นผลแก่ ผลจะสุก ผิวผลจะไม่เหี่ยวย่นหรือแห้ง สามารถรับประทานได้โดยเนื้อผลไม่เหนียว หรือแข็ง และไม่มีรสขม แสดงว่าผลที่อยู่บนต้นสามารถเก็บเกี่ยวได้

ช่วงระยะเวลา อายุผลที่เหมาะสม และลักษณะผลสำหรับการเก็บเกี่ยวผลอะโวคาโด 6 พันธุ์

ในการเก็บเกี่ยวผลอะโวคาโด การนับอายุผล และการหาน้ำหนักแห้งสามารถใช้เป็นดัชนีการเก็บเกี่ยวอะโวคาโดที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม อาจพิจารณาหลายวิธีประกอบกัน เช่น ลักษณะภายนอกของผล สีผิว การเปลี่ยนสีของเยื่อเปลือกหุ้มเมล็ด เนื่องจากบางพันธุ์ในต้นเดียวกันอาจมีการออกดอกมากกว่า 1 ชุด ทำให้อายุของผลไม่เท่ากัน และควรมีการทดสอบการแก่ของผลก่อนการเก็บเกี่ยว เพื่อให้มั่นใจว่าผลแก่และสามารถนำไปบ่มเพื่อรับประทานได้

ภาพ อายุผลอาโวโกโดพันธุ์พิงค์เคอตัน (Pinkerton)

อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ “อะโวคาโด”

ที่มา : สวพส.


แชร์ - ส่งบทความให้เพื่อน
Exit mobile version